วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

まとめ

       สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง? หลังจากพยายามเขียนมา 9 ครั้งก็เข้าสู่บทสรุปของการเขียนบล็อกวิชา App jp ling แล้ว ในบล็อกครั้งนี้อยากจะมาเขียนทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เขียน ๆ ในบล็อกที่สร้างขึ้น พร้อมทั้งดูสิ่งที่ตัวเองได้จากการทำภาระงานนี้ครับ

เขียนอะไรไปบ้าง ??

       ตัดบล็อกแรกที่เป็นการแนะนำตัวออก ก็จะแบ่งหัวข้อการเขียนได้ดังนี้

1. เขียนตาม Task ที่กำหนด 3 ครั้ง :1. 漢語 2. Story telling   3. พูด-เขียนให้ฉลาด

2. เขียนหัวข้อที่สนใจ 6 ครั้ง :1. でしょう 2. 敬語 3. FFXIV 2 ครั้ง  4. Localization 2 ครั้ง

       ด้วยความที่วิชานี้ให้อิสระทางการเขียนบล็อกเยอะมากกกกกก (ก. ไก่ล้านตัว) จึงทำให้ได้เขียนสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งผมเป็นคนชอบเล่นเกมอยู่แล้ว แต่จากการได้เรียนและสืบค้นก็ทำให้ได้ผนวกความรู้ทางภาษาศาสตร์กับสิ่งที่ตนเองชอบ

สิ่งที่ได้จากการเขียนบล็อก

       จากการเขียนบล็อกในแต่ละสัปดาห์ (แม้จะมีเว้นบ้าง) ก็ได้อะไรกับตัวเองหลาย ๆ อย่าง แบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. ได้รู้จักตนเองมากขึ้น : จากการคิดหัวข้อ คือการเขียนตามหัวข้อที่กำหนด ทำให้รู้ว่าตนเองไม่เหมาะกับการเขียนบล็อกเลยยย กว่าจะคิดหัวข้อหรือเขียนออกมาจนเสร็จแต่ละครั้งใช้เวลายาวนานมาก ๆ แต่ทั้งนี้กลับรู้สึกว่าสนุก เหมือนเล่าสู่กันฟังเสียมากกว่าการพยายามทำงานให้จบ ๆ ไปในแต่ละครั้ง

2. ได้ลองค้นหาข้อมูล : เนื่องจากการเขียนบล็อกต้องหาข้อมูล หรือหัวข้อ จึงทำให้มีโอกาสใช้อินเตอร์เน็ตหาข้อมูลมากขึ้น ทำให้ได้เห็นบทความ หรืองานเขียนต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ตอนเขียนเกี่ยวกับ FFXIV แม้จะเป็นเกมที่เล่นอยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจากไม่ใช่ผู้เล่นชาวญี่ปุ่นจึงไม่ได้เข้าถึง Community ทางฝั่งนั้น พอจะเขียนและหาข้อมูลทำให้รู้ว่า Community ชาวญี่ปุ่นมีความน่าสนใจมากกก เขาคุยกันอย่างออกรสและมีดราม่า ข้อมูลที่สดใหม่ หลังจากนี้ก็น่าจะได้เข้าไปอ่านบ่อยๆ ซึ่งก็มีผลดีเพราะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่น + น่าจะได้เรียนรู้การใช้และคำศัพท์ใหม่ ๆ เยอะเลย

3. ได้ทบทวนเนื้อหา :  ปกติเวลาเรียนแต่ละคาบ แม้จะอ่านทวนผ่าน ๆ บ้างแต่ก็จำไม่ค่อยได้ แต่พอมีให้นำเนื้อหามาเขียนบล็อกทำให้ได้อ่านทบทวนและจำได้ขึ้นใจมากขึ้น นอกจากการทบทวนที่ว่า การจะเขียนความเข้าใจของตนเองออกมาให้คนอื่นอ่านก็ต้องเกิดจากการตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นและเรียบเรียงคำให้ออกมาสละสลวย ซึ่งจากการเขียน 9 ครั้งก็รู้สึกว่าค่อย ๆ เขียนแล้วอ่านรู้เรื่องมากขึ้น (?)

มองย้อนกลับไปตอนเขียนบล็อกแรกสุดออกมา ก็รู้สึกว่าก็เห็นพัฒนาการอยู่ (มั้ง?) ถึงข้อมูลที่นำเสนอจะไม่ค่อยไปในทางเดียวกัน แต่ก็รู้สึกว่าการเขียนของตนเองพัฒนาขึ้นในระดับนึง เพราะเป็นคนเขียนอะไรแนวนี้ไม่เก่ง

สิ่งที่ได้จากการเรียนวิชา App jp ling 

       หลังจากการวิชา App jp ling มาเป็นเวลา 1 เทอมก็รู้สึกว่าได้อะไรหลาย ๆ อย่างจากตัววิชามาก (เป็นวิชาที่ทำให้รู้สึกว่าเทอมนี้เรียนคุ้มค่าเทอม) เพราะมีภาระงานที่หลากหลาย ได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ หลายอย่างมาก พร้อมทั้งได้ความรู้ทางภาษาศาสตร์กลับมาเยอะ ตอนแรกผมเป็นคนที่ไม่ชอบภาษาศาสตร์เพราะเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงหวั่น ๆ ว่าจะรอดมั้ย แต่อาจารย์สอนดีมากก ไม่รู้สึกว่าโดนยัดเยียดเนื้อหา พร้อมทั้งการอธิบายที่ละเอียดและเข้าใจง่าย จึงทำให้รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก ๆ

       การสั่งงานที่เป็นแบบ Task ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อน เพราะอาจารย์ให้ทำงานและปรึกษาพูดคุยกับคนในกลุ่มอยู่เสมอ ๆ

       การเรียนวิชานี้นอกจากจะได้ท้าทาย แล้วเห็นจุดอ่อนของตนเองแล้ว เนื่องจากเนื้อหาเป็นแนวนำความรู้มาประยุกต์ จึงสามารถเอาไปใช้เวลาสอนภาษาได้ด้วย ! รู้สึกว่าเป็นวิชาที่ให้เกินค่าเทอมมาก ๆ  จึงรู้สึกว่าการเลือกลงวิชานี้ในเทอมนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม้บล็อกนี้จะเป็นบล็อกสุดท้าย แต่การเดินทางในภาษาญี่ปุ่นก็คงยังต้องดำเนินต่อไป ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ !

ありがとうございました!!

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

姫ちゃんอินยัวแอเรีย || การสร้างตัวตนใน FF14

สวัสดีครับเพื่อนๆ หลังจากหายไป 1 สัปดาห์เพราะตายกับการบ้านก็กลับมาพยายามเขียนบล็อกต่อแล้ว!
ในส่วนของบล็อกวันนี้อยากจะมาเล่าเกี่ยวกับตัวตน(?) หนึ่งที่เป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ผู้เล่น Final Fantasy 14 ซึ่งก็มีทั้งคนที่เอือมระอา และคนที่ชอบ บางคนก็ไม่เคยเจอจนอยากจะขอเจอสักที (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)
ตัวตนนั้นก็คือ
.
.
.
.
.
.
姫ちゃん (Himechan) 

จริง ๆ ก็น่าจะเห็นตั้งแต่หัวข้อแล้ว 5555 ตัวตนนี้มีความน่าสนใจอย่างไร? ทำไมต้องหยิบมาเขียน? เพื่อน ๆ อาจจะกำลังสงสัยกัน เลยอยากจะบอกว่า ตัวตนนี้เป็นตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นเหมือนการสวมบทบาท(Role-play)หรือบางคนก็อาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ 
.
.
.
.
.
.
.
姫ちゃん / Hime chan หรือ น้องเจ้าหญิง คืออะไร? 
ตามความหมายที่เขียนกันไว้บนเน็ตแล้ว
姫ちゃんとは「自分が何もしなくても周りが世話を焼いてくれる」、もしくは「自分は何をしても許される存在である」と勘違いした、困った女性キャラのこと。

หรือก็คือ คนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากจะให้คนอื่นมาคอยดูแล หรือแม้จะผิดพลาดอะไรก็อยากให้ผู้อื่นยกโทษให้ พูดง่าย ๆ คือ ฉันไม่ผิดเข้าใจม๊ะ ? และแม้จะถูกเรียกว่า 姫 แต่จริง ๆ แล้วผู้เล่นอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงก็ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงที่เล่นเกม ≠ 姫ちゃん  จากการสืบค้นพบว่าคำเรียกนี้เป็นคำแสลงที่มีมาตั้งแต่สมัย Final Fantasy 11 (ภาคออนไลน์ก่อนหน้า FF14) แล้ว 

ลักษณะของ 姫ちゃん จากที่อ่านมาคือ 

1. มักจะเล่นตัวละครเผ่า Miqot'e หรือ Lalafel เพศหญิง かなりの確率で使用キャラがララフェル♀か、ミコッテ

























                             Miqot'e(ミコッテ♀)                                                           Lalafel(ララフェル♀)

ปล. ตัวละครผมเอง แค่นำมาให้เห็นภาพ5555


2. พูดเอาแต่ใจ (わがままを言う)

3. มักเล่นอาชีพ Whitemage (やっているジョブが白魔道士) 
   ปล. อาชีพนี้เป็น Healer มีหน้าที่คอยเติมเลือด โดยมีจุดเด่นว่าเล่นง่ายและสกิลสวยงาม

4. เล่นไม่เก่ง (プレイヤースキルが高くない)

5. ใช้ kaomoji เยอะเกินความจำเป็น ( やたらと顔文字を使う) ข้อนี้แล้วแต่คน แต่คนปกติจะไม่ใช้หรือน้อยมากที่จะใช้ 

และข้อสุดท้าย
.
.
.
6. มักใช้วิธีพูดแบบ キャラ語 ด้วย 

จาก 6 ข้อที่ยกมา ข้อ 6 นี้ถือว่าเป็นข้อที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจากข้อมูลที่สืบค้นมา Himechan มักจะมีการใช้วิธีการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ แบบพอเห็นปุ้บก็ คนนี้แหละคนที่ชั้นตามหามานาน น้องเจ้าหญิงแน่นอนเลย !

ก่อนอื่นต้องบอกความหมายคร่าว ๆ ก่อน

キャラ語 หรือ 役割語 คือ คำบอกบทบาท ซึ่งคุณ 金水(2003) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า
"ある特定の言葉づかい(語彙・語法・言い回し・イントネーション等)を聞くと特定の人物像(年齢,性別,職業,階層,時代,容姿・風貌,性格等)を思い浮かべることができるとき,あるいはある特定の人物像を提示されると,その人物がいかにも使用しそうな言葉づかいを思い浮かべることができるとき,その言葉づかいを「役割語」と呼ぶ。"

สรุปง่าย ๆ ก็คือ การใช้คำศัพท์ ไวยากรณ์ วิธีการพูดที่แสดงออกถึงลักษณะ ตัวตนของผู้พูด

ถ้าเราเสพสื่อของญี่ปุ่นบ่อย โดนเฉพาะการ์ตูนและเกม เราจะพบเห็นลักษณะการใช้ภาษาประหลาด ๆ จากตัวละคร เช่น ตาลุงที่พูดลงท้ายด้วย じゃ หรือตัวละครที่พูดลงท้ายด้วย のです ในทุกประโยค ซึ่งก็จะมีชื่อเรียกเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น ภาษาของปราชญ ์(博士ことば)ภาษาสาวชั้นสูง(お嬢さんことば)ภาษานินจา-ซามูไร(忍者・武士ことば)เป็นต้น

ซึ่งลักษณะการพูดของ 姫ちゃん ในเกมนี้แม้จะมีการผสมอยู่ระหว่างภาษาสาวชั้นสูงกับภาษาเด็ก ก็อาจจะนับเป็นประเภทใหม่ไปเลยก็ได้

ตัวอย่างการพูดของ 姫ちゃん
〇〇さんこんばんゎ(*^^*)
〇〇ちゃん、いまインしたよー
それほしーなー。頂戴^^
オーケイ、とりあえず今流行りのhime服買ってきたわ♡
わんわーん!(こんばんは)
และอื่น ๆ อีกมากมาย 

ซึ่งการแทนตัวมักจะเป็น 私 หรือ アタシ ไปเลย ส่วนการลงท้ายก็จะ わ (เลยทำให้รู้สึกว่าเหมือนกับภาษาสาวชั้นสูง) หรือเป็น です/ます 

ส่วนที่รู้สึกว่าเหมือนภาษาเด็ก คือ มีการพิมพ์เหมือนพูดได้ไม่ชัด เช่น なんれすか? うれしゅー

จากการผสม ๆ กันของ 2 อันนี้ แล้วยังจะมีการใช้ kaomoji อีก จึงรู้สึกว่าเราอาจจะจำกัดความลักษณะการพูดแบบนี้ว่าเป็นภาษาน้องเจ้าหญิงไปเลยก็ดูเข้าท่า 

แต่ด้วยความที่เป็นตัวตนที่พบเห็นได้ยาก (อาจจะเพราะน้อย หรือเพราะถูกคนรำคาญและรุมด่า) จึงมีตัวอย่างน้อย และเก็บได้จากคำบอกเล่าบนอินเตอร์เน็ตโดยคนที่เจอมากับตัวเท่านั้น  หลังจากนี้ก็หวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้เจอกับตัว น่าจะสนุกดีไม่น้อย

วันนี้ก็ขอลา(ไปทำการบ้านและอ่านสอบ)กันไปก่อน เจอกันบล็อกสัปดาห์หน้าครับ !


อ้างอิง
ผศ.ดร. อัษฎายุทธ ชูศรี หนังสือเรียนวิชา Lang Jp soc (หาชื่อหนังสือไม่ได้)

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

Localization การแปลที่มากกว่าการแปล (ต่อ)

       สวัสดีครับ กลับมากลับบล็อกสัปดาห์นี้(ที่ลงล่าช้าอีกแล้ว) หลังจากปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์ แต่ละวิชาก็สั่งการบ้านมารัว ๆ ราวกับ 1 วันมี 30 ชั่วโมง //นอนตาย 
       
       หลังจากที่ได้พูดคร่าว ๆ เกี่ยวกับนิยามของ Localization และการแปลชื่อภาค (Expansion) ของ FFXIV ไปในสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้จะมาต่อกันกับเนื้อหาในเกม จุดที่ต่างกันที่รู้สึกว่าน่าสนใจ 

 ความต่างของชื่อสกิลและไอเทม


เกม FFXIV มีอาชีพที่เป็นสายต่อสู้อยู่ทั้งหมด 18 อาชีพ โดยแต่ละอาชีพมีสกิลอยู่มากมาย ในมุมมองผู้เล่น ชื่อสกิลควรจะต้องมีความเหมือนกันทั้งภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ เพราะหากชื่อต่างกันจะทำให้ผู้เล่นที่ใช้ภาษาต่างกันคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ชื่อสกิลหลาย ๆ อาชีพในเกมนี้มันดันแปลต่างกัน

ความต่างตรงนี้ทำให้รู้สึกสงสัยขึ้นมาว่ามันต่างกันอย่างไรและทำไม ? 

เปรียบเทียบชื่อสกิล (เด่นๆ) ที่เห็นความต่างชัด ๆ สักเล็กน้อย 

เริ่มกันที่สกิลของ Dragoon

1. Blood for Blood (EN) / “Risking One’s Life” [捨身] (JP) :สกิลนี้จะเพิ่มดาเมจให้ผู้ใช้ 10% ในขณะเดียวกับก็จะโดนดาเมจเพิ่มขึ้น 10% เช่นกัน 

เมื่อนำมาเทียบกันแล้วชื่อของฝั่ง EN จะมีความเป็นสำบัดสำนวนกว่า โดยสำนวนนี้มีความหมายว่า ”I will do to you as you do to me”  หรือหากเทียบกับสำนวนในภาษาไทยก็น่าจะเป็น ”ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งความหมายตรงกับชื่อสกิลมาก เมื่อเทียบกับชื่อภาษาญี่ปุ่นแล้ว ”เสี่ยงชีวิต” ไม่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพ หรือสื่อถึงความสามารถสกิลมากนัก 

2. Chaos Thrust (EN) / “Cherry Blossoms Blooming Out of Season” [桜華狂咲] (JP) :เป็นสกิลโจมตี 

สกิลนี้เป็นสกิลที่ผู้เล่นที่ไม่ได้เล่นด้วยภาษาญี่ปุ่นน่าจะงงกันมาก ๆ ว่า ทำไมเอฟเฟคสกิลถึงมีเสียงโกโตะ และกลีบซากุระบินว่อนไปหมด ในภาษาญี่ปุ่น 狂咲 ย่อมากจากคำว่า 狂い咲き หรือดอกไม้ที่บานผิด/นอกฤดูนั่นเอง ซึ่งคันจิตัว 狂 ยังมีอีกความหมายว่า บ้า(狂おしい) ได้อีกด้วย ซึ่งหากภาษาอังกฤษแปลชื่อสกิลออกมาตรง ๆ ว่า ดอกซากุระที่บานนอกฤดู ผู้เล่นต่างชาติก็อาจจะงงกันได้ จึงเลี่ยงและแปลเป็น Chaos Thrust แทน 


ต่อมาที่สกิลของอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพ Monk ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นสกิลของ DPS แทนแล้ว

1. Second Wind (EN) / Internal Alchemy [内丹] (JP) : เพิ่มเลือดจำนวนหนึ่ง

สกิลนี้จากชื่อภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ”ก๊อกสอง” นั่นเอง ซึ่งก็พอจะเห็นภาพเมื่อนำมาเทียบกับความสามารถสกิล นั่นก็คือการเด้งกำลังอีกเฮือกนึงออกมา ! ส่วนชื่อในภาษาญี่ปุ่นนั้นมาจากลัทธิเต๋า เหมือนเป็นการฝึกฝนทางร่างกาย จิตใจ และวิญญาณเพื่อรวมพลังปราณทำให้เกิดพลังขึ้นเพื่อจะรอดพ้นจากความตาย ←“an array of esoteric doctrines and physical, mental, and spiritual practices that Taoist initiates use to prolong life and create an immortal spiritual body that would survive after death.”

2. Fists of Earth (EN) / Diamond Posture [金剛の構え] (JP)
    Fists of Wind (EN) / Gale Posture [疾風の構え] (JP)
    Fists of Fire (EN) / Crimson Lotus Posture [紅蓮の構え] (JP)
สกิลพวกนี้เป็นเหมือน Stance ที่เพิ่มสถานะให้ผู้ใช้ ซึ่งสิ่งที่ต่างกันชัดเจนคือ ภาษาอังกฤษเลือกที่จะแปลโดยถือเอา หมัด (Fist)เป็นชื่อสกิล ในขณะที่ญี่ปุ่นเลือกใช้ ท่าทาง (Posture) แทน  

ในส่วนของสกิล อาจวิเคราะห์ได้ว่าการ Localization จากภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาอังกฤษ การที่ชื่อสกิลต่างกันออกไปนั้นเป็นเพราะวัฒนธรรม และคำศัพท์ที่ต่างกัน หากไม่เปลี่ยนชื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมก็จะทำให้ผู้เล่นไม่เข้าใจได้ 

ความต่างของเนื้อหา

อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจมาก ๆ คือเนื้อหาเควส เพราะการ Localization เนื้อหาในส่วนนี้ทำเอาวิธีการถ่ายทอด และลักษณะนิสัยตัวละครเปลี่ยนไปเลยทีเดียว เคยเอาไปคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นในเกมถึงขั้นงงว่าอีตัวละครนี้มันเป็นแบบนั้นเร๊อะ ทำไมตอนเราเล่นมันดูขรึมๆ 

Haurchefant  と オルシュファン

ตัวละครขวัญใจของผู้เล่น FFXIV ซึ่งมีบทบาทมากใน expansion ที่ 2 (Heavensward)

เป็นตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากการ Localization มากที่สุดแล้ว เพราะแม้จะเป็นฉากเดียวกัน แต่น้ำเสียงและคำพูด สีหน้าตัวละครของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและอังกฤษต่างกันโดยสิ้นเชิง 

ยกตัวอย่าง 

EN
”Brave man  and women all...They do our nation a great service. the existance of a fortified outpost in Mor Dhona will do much to dissuade the Empire from trespassing on Coerthan soil”

เขาพูดบทพูดนี้พร้อมน้ำเสียงที่สุขุมนุ่มลึก พร้อมหน้าตาที่จริงจังมาก แต่ในภาษาญี่ปุ่น.....

JP 
"ふふ・・・・・開拓団・・・・!実に肉躍るたくましい響きではないか。しかもお前が参加しているとあらば、なおのこと・・・・イイ!"
เขาพูดบทพูดนี้พร้อมน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสุด ๆ เสียง イイ สุดท้ายนี่เน้นเสียงสุดๆ ยกทำมือเยส! ซะด้วย หมดกันพ่อหนุ่มสุดคูล กลายเป็นคนเร่าร้อนไปซะแล้ว

สิ่งที่แตกต่างนอกจากนี้ยังมีอีกมากมาย ดูได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=wfmrNsuxsoY

จากตัวอย่างนี้ทำให้รู้ว่า นอกจากการเปลี่ยนคำศัพท์ สำนวนให้เข้ากับประเทศเป้าหมายแล้ว นิสัยตัวละครยังอาจถูกเปลี่ยนได้อีกด้วย 



ความต่างอื่น ๆ 

นอกจากเนื้อหา คำศัพท์แล้ว สิ่งเล็ก ๆ เกี่ยวกับแกรมม่าก็อาจได้รับผลไปด้วย เช่น การละลักษณะนาม การแยกเพศ

1. ปกติแล้วในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น หากซื้อของจาก Market board จะไม่มีการใช้ลักษณะนาม เช่น หากซื้อของ 10 ชิ้น ก็จะเป็นชื่อของ X 10 ไปเลย แต่ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ จะมีการใช้ลักษณะนามด้วย

JP
EN

2. เมื่อลงดันเจี้ยนจบจะมีกล่องสมบัติให้เปิด ซึ่งของด้านในผู้เล่นจะต้องใช้ระบบสุ่มตัวเลขโดยคนที่ได้ตัวเลขมากที่สุดได้ของไป ในภาษาญี่ปุ่นจะไม่ได้บอกเพศแต่ภาษาอังกฤษจะมีการระบุชัดเจน 


JP

EN

จากการสืบค้นครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า Game Localization นอกจากจะตั้งปรับเนื้อหา สำนวน คำศัพท์ให้เข้ากับประเทศเป้าหมายโดยคงใจความสำคัญหลักไว้ ยังมีความน่าสนใจอีก เช่น การที่นิสัยตัวละครเปลี่ยนไปเพราะคำศัพท์และบทพูด หรือความต่างเล็ก ๆ เช่น การใช้สรรพนาม การใช้ลักษณะนาม  

จริง ๆ ยังมีอีกหลายอย่างเลยที่เห็นความต่าง แต่เดี๋ยวจะยาวเกินไป ก็ขอยกมาคร่าว ๆ เท่านี้ครับ แล้วเจอกันใหม่บล็อกหน้า ! (ถ้าไม่โดนการบ้านทับตายก่อน)

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

Localization การแปลที่มากกว่าการแปล


 สวัสดีครับ หลังจากหายไป 1 สัปดาห์ (กับอีก 1 วัน) ก็กลับมาเขียนบล๊อกของสัปดาห์นี้แล้วว ในครั้งนี้ก็จะขอเขียนเกี่ยวกับเกมที่ผมเล่นอยู่ มาเล่นกันได้นะครับ  FFXIV หรือ Final fantasy 14 นั่นเองครับ สาเหตุที่ทำให้เลือกจะพูดถึงเกมนี้ในบล๊อกนี้เพราะพอเขียนเกี่ยวกับการเล่นเรื่องไปในบล๊อกที่แล้ว ก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ? ขนาดเล่าเรื่องยังต่างกัน(ถึงจะเป็นการเล่าเรื่องของผมก็เถอะ) แล้วมันมีอะไรที่ต่างอีกมั้ยนะ แล้วความ GAT เชื่อมโยง H99 ก็ทำให้ผมคิดไปถึงการแปลขึ้นมา (?) 

 ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมนี้ตอนสมัย 4 ปีก่อนก็รู้สึกแปลกๆ เวลาคุยกับคนญี่ปุ่นในเกม เช่น เวลาพูดชื่อภารกิจ / Achievement / Fate (คล้ายๆ อีเว้นท์ที่สุ่มขึ้นมาในแมพ) จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงทำให้เป็นข้อสงสัยที่ติดมาตั้งแต่ตอนแรก ๆ ว่า "ทั้ง ๆ ที่เล่นเกมเดียวกัน เพียงแค่เล่นกันคนละภาษากลับทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจขนาดนั้นเลยหรอ ???? " พอหลังจากจบสัปดาห์ที่แล้วก็เลยลองค้นดูเกี่ยวกับชื่อ เนื้อหาทั้งในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ ดูว่ามีความต่างกันอย่างไร จนทำให้ผมได้ไปพบกับฝ่ายแปลของ Square Enix ที่เรียกว่า ”Localization Team


Koji Fox หัวหน้าทีม Localization ของเกม

ก่อนอื่นก็ต้องบอกนิยามของ Localization ก่อน 

Localization (ローカライゼーション) คือ การเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้าถึงภาษาและวัฒนธรรมของพื้นที่เป้าหมาย 

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยก็เช่น สำนวนสุภาษิต 

ภาษาไทย ➝ ไก่ได้พลอย (雄鶏に宝石) : ผู้ที่ได้สิ่งมีค่า แต่ไม่รู้ถึงประโยชน์จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตน 

ภาษาญี่ปุ่น ➝ 猫に小判 (แมวได้(เหรียญ)ทอง) : 価値の分からない人に貴重なものを与えても何の役にも立たないこと 

เมื่อแปลออกมาแล้ว ทั้ง 2 สำนวนนี้มีความหมายเหมือนกัน แต่หากเราแปลจากภาษาหนึ่งมาอีกภาษาหนึ่งตรง ๆ เลย ก็อาจจะทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจได้ ดังนั้นจึงต้องเกิดการ Localization นั่นเอง โดย  Localization ก็จะแบ่งออกไปได้หลายอย่าง เช่น เว็ปไซต์ (Website localization) ซอฟต์แวร์ (Software localization) เป็นต้น แต่วันนี้เราจะพูดถึง Final fantasy 14 ดังนั้นจึงจะเกี่ยวกับ Game Localization 

ในกรณี Game Localization นั้นถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะผู้แปลต้องปรับคำศัพท์ สำนวนให้เข้ากับภาษาประเทศนั้น ๆ โดยที่ยังคงความหมายเดิม หรือเกือบเหมือนเดิม 

มีวิดีโอพูดถึงคร่าว ๆ เกี่ยวกับการทำงานของ Game Localization ไว้ด้วย !!

เนื่องจากเกริ่นมายืดยาวคราวนี้น่าจะได้แค่ชื่อภาคของเกมนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจคือ การใช้คำที่ต่างกันเล็กน้อย โดนจะขอไล่มาจาก Expansion 2.0 ถึง 5.0 (ไม่นับ 1.0 เพราะเป็นยุคมืดของเกมนี้เลย)

*ขอบคุณชื่อแปลไทยจาก Technical difficulty (รุ่นพี่ผมเอง)
Expansion 2.0 

Eng    : A Realm Reborn (ภพกำเนิดใหม่)
JP    : 新生エオルゼア (เอออเซียที่กำเนิดใหม่)  


Expansion 3.0 

Eng  : Heavensward (เหนือฟ้าสวรรค์)
JP     : 蒼天のイシュガルド (อิชการ์ดเมืองฟ้าคราม)


Expansion 4.0 

Eng  : Stormblood (โลหิตโหมซัด)
JP     : 紅蓮の解放者 (ผู้ปลดแอกสีชาด)


Expansion 5.0 

Eng  : Shadowbringers (เหล่าผู้ฉายเงา)
JP     : 漆黒の反逆者 (ขบถอนธกาล)


จากการยกชื่อ Expansion ของเกมมาเปรียบเทียบกัน ทำให้เห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษมักจะเป็นการหยิบยกคำที่เป็นดังสัญลักษณ์ของ Expansion นั้น ๆ มา แต่ชื่อทางฝั่งญี่ปุ่นจะเป็นการพูดถึงสถาณที่สำคัญ หรือการกระทำที่ตัวเอกทำใน Expansion นั้น ๆ 

เนื่องจากเกริ่นมาค่อนข้างยาว จึงจะขอจบบล๊อกในสัปดาห์นี้ไว้เท่านี้ก่อน และจะพูดถึงเนื้อเรื่องหรือชื่อภารกิจในเกม ที่การ Localization ทำให้เกิดความแตกต่าง (เห็นชัดมากถึงขนาดเปลี่ยนนิสัยตัวละคร) อีกทีครับ !




วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความต่างของ Story telling ระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย(ผมเอง)

 สวัสดีครับ หลังจากที่เขียนเรื่องการพูดอย่างชาญฉลาดกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในคาบเรียนที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเล่าเรื่องและได้รับหัวข้อให้มาเขียน ในสัปดาห์นี้ผมเลยจะเขียนเกี่ยวกับความแตกต่างในการเล่าเรื่องระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย(ตัวเอง555) ที่ได้ทำมาครับ


ความต่างของ Story telling ระหว่างผมและคนญี่ปุ่น 

ก่อนอื่นเลย เวลาเราเห็นภาพการ์ตูนหรือเหตุการณ์อะไรสักอย่างนึง สมมุติว่าสัก 4 ช่อง แล้วพอดูเสร็จก็โดนให้เล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น การเล่าเรื่องที่ออกมาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น บางคนอาจจะสมมุติว่าเป็นเรื่องของเพื่อนจนเอง หรือบางคนอาจจะเปรียบตัวเองเป็นคนในเหตุการณ์ แม้จะแตกต่างกันในมุมมองไหนก็ตาม สิ่งที่ผู้เล่าควรคำนึงถึงคือ ความสนุกและความน่าสนใจของการเล่าเรื่อง

ในคาบเรียน App Jp Ling ที่ผ่านมา อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมบรรยายภาพ (Story telling) และเปรียบเทียบการบรรยายของเรากับการบรรยายของคนญี่ปุ่น 2 คน
ภาพเหตุการณ์เรื่อง それはひみつです。

เหตุการณ์ในภาพ คือ
ช่อง 1 : ฉันเป็นผู้หญิงที่ศัลยกรรมมา และด้วยความสวยนั้นก็ทำให้มีแฟนหนุ่มหล่อ
ช่อง 2 : เผลอ เลยทำให้แฟนหนุ่มเห็นรูปสมัยก่อนศัลยกรรม แต่ว่า...
ช่อง 3 : แฟนหนุ่มบอกว่า "อะไรกัน เรื่องแค่นั้นเองไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะว่า..."
ช่อง 4 : "ผมก็เป็นแบบนี้(หัวล้าน)" แล้วก็หยิบวิกบนหัวออก แฟนสาวก็ตกใจจนพูดไม่ออก

เมื่อผมฟังที่ตัวเองพูดและเปรียบเทียบกับคนญี่ปุ่น ทำให้เห็นความแตกต่างในการเล่าเรื่องดังนี้

ด้านข้อมูล

ผม :เล่าเรื่องตามรูปและไม่ได้เล่าเสริมข้อมูลเช่น ลักษณะนิสัย เหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาพเลย
คนญี่ปุ่น : มีการพูดเสริมเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของแฟนหนุ่ม เหตุการณ์ที่นำไปสู่รูปที่สอง เช่น

ลักษณะตัวละครในเหตุการณ์
ผม :  整形した美人がいて、その人がかっこいい彼氏ができた。
      (มีผู้หญิงศัลยกรรมอยู่คนหนึ่ง เธอมีแฟนหนุ่ม)
คนญี่ปุ่น:
1. でも、実は、 本当の顔があって、その顔はすご~いブスなの
    (จริงๆ แล้วแต่ก่อนน่ะน่าเกลียดมาก ๆ ) ← พูดเกี่ยวกับสมัยก่อนศัลยกรรมของผู้หญิงเพิ่มเติม
2. ほんとうにハンサムでやさしくて….もう、彼女にはもったいないぐらいの彼。
   (หล่อมาก ๆ แล้วก็ใจดีถึงขนาดที่ว่าน่าเสียดายที่มาคบกับเธอเลยล่ะ) ← พูดเสริมเกี่ยวกับแฟนหนุ่ม
เหตุการณ์ที่คิดขึ้นเองเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ในภาพ
ผม: ある日、その美人が油断して、彼氏に整形の前に取った写真を見られた。
        (วันหนึ่งสาวสวยคนนั้นเผลอ และถูกแฟนหนุ่มเห็นภาพที่ถ่ายก่อนศัลยกรรม)
คนญี่ปุ่น:
1. 彼が部屋に来たときに、いつもだったら隠し てあった昔のアルバムの写真を、そのまま机の上に出しちゃって、彼がそれを見ちゃったの。
   (ตอนที่แฟนหนุ่มมาห้อง เธอเผลอวางอัลบั้มที่มีรูปสมัยก่อนไว้อยู่บนโต๊ะทั้งๆ ที่ปกติจะซ่อนเอาไว้ จึงทำให้เขาเห็นมัน) ← เสริมว่าเป็นตอนที่มาห้อง (ในรูปไม่ได้ให้ไว้)

ด้านการเล่าเรื่อง

ผม :เล่าตามรูปและตัดจบทันที
実は彼も秘密がある。彼้は禿げている。
(จริงๆ แล้วเขาก็มีความลับอยู่ เขาหัวล้าน)

คนญี่ปุ่น :นอกจากมีการเสริมข้อมูลที่กล่าวไป ในช่วงช่องสุดท้ายที่เป็นการเปิดเผยความลับของแฟนหนุ่ม จะไม่ได้พูดความลับออกมา
1. それで、次、彼、何したと思う?彼、自分の髪の毛に手を持っていって、つるって、髪の毛を取ったのよ。そしたら、彼の頭も、つるつるぴかぴかだった の。で「僕もこんなだし」って彼女に見せたのよ。(หลังจากนั้น ต่อไปคิดว่าเขาทำอะไรล่ะ? เขาหยิบผมของตัวเองออก ฟื้บ หยิบผมออกมาเลยนะเทอว์ ! หัวของเขามันวาวส่องประกายวิบวับเลยล่ะ แล้วก็พูดว่าเพราะผมก็เป็นแบบนี้น่ะ)

ด้านคำศัพท์

ผม :นึกคำศัพท์ที่จะใช้ในการบรรยายไม่ออก จึงต้องใช้คำศัพท์ที่รู้ในการอธิบายแทน เช่น
วิกผม (かつら) ใช้คำว่า ผม (髪の毛) แทน

คนญี่ปุ่น :เนื่องจากเป็นเจ้าของภาษาจึงไม่มีปัญหาเรื่องคำศัพท์ นอกจากนี้ยังมีการใช้คำเลียนเสียง (オノマトペ) เช่น ピカピカ(วิบวับ) つるつる(ลื่น ๆ)

จากความแตกต่างที่เจอ ทำให้รู้สึกว่าวิธีการพูดของคนญี่ปุ่นที่มีการเสริมรายละเอียด และค่อยๆ พูดเฉลยปมในตอนจบ ทำให้การเล่าเรื่องมีความน่าสนใจขึ้นมาก ดังนั้นหากต้องการปรับปรุงการเล่าเรื่องของตนเองก็จะลองปรับตามตัวอย่างที่เจอในคาบเรียนดู และนอกจากการปรับวิธีพูดแล้ว ยังต้องเพิ่มคลังคำศัพท์เพื่อให้สามารถใช้คำที่เหมาะสมและตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อได้



วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563

มาพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูชาญฉลาดกันเถอะ!


สวัสดีครับ หลังจากออกผจญภัยหายไปเลย 2 สัปดาห์ กลับมาอัพบล๊อกแล้ว เนื่องจากติดสอบและการบ้านถาโถม แต่สัญญาว่าจะกลับมาอัพอย่างสม่ำเสมอ 555 เรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้คือ การพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูชาญฉลาด เนื่องจาก(เป็นการบ้าน) เป็นเรื่องที่เรียนในวิชา App jp ling มาเป็นเวลากว่าครึ่งเทอม ก่อนอื่นเรามาดูกันดีกว่าว่าการจะพูด-เขียนให้ดูทรงภูมิมีความรู้นั้น มีอะไรที่น่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง

การพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูมีความรู้นั้น หลัก ๆ คือ
1. มีความรู้ทางคำศัพท์ที่ดี เช่น ใช้ 漢語 เยอะ, ใช้ 外来語 (คำศัพท์คะตะกะนะ)
2. มีความสามารถในการเขียน/พูด เช่น ไม่เขียนหรือพูดสิ่งที่ต้องการจะสื่อตรง ๆ แต่ผู้ฟังเข้าใจสารที่ต้องการจะสื่อ(曖昧), เลือกใช้คำที่ให้เกียรติและไม่ทำร้ายความรู้สึกผู้ฟัง (クッション言葉)
3. การแสดงความคิดเห็น หรือบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ แบบมีมูล หลักฐาน (根拠) และไม่ใช่ความคิดเห็นตัวเองเพียงอย่างเดียว (多面的)

จาก 3 หลักที่กล่าวมา มีหลักหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าหลักที่ 1 และ 2 เป็นเหมือนรากฐานสำหรับหลักที่ 3 ถ้าเรามีความรู้ด้านคำศัพท์และการเลือกใช้คำได้ดี ก็จะทำให้เราสามารถทำหลักที่ 3 ได้ และจากการที่เรียนในคาบ สิ่งที่รู้สึกถึงความต่างและทำให้ตนเองพัฒนาขึ้นมากที่สุดหากสามารถทำได้ คือ การแสดงความเห็นแบบมีมูล 

การแสดงความเห็นแบบมีมูลและหลายมุมมอง

สาเหตุที่มองว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดเป็นเพราะแม้เราจะมีความรู้ทางคำศัพท์เยอะ หรือมีความสามารถในการพูดที่ดี แต่สารที่เราสื่อออกมานั้นเหมือนไม่ได้ขัดเกลา พูดออกมาเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดนั้นไม่น่าฟังและไร้แก่นสาร ดังนั้นหากเราอยากพูด/เขียนให้ดูชาญฉลาดก็ควรจะฝึกทักษะด้านนี้ให้ดี 

แสดงความคิดเห็นแบบมีมูล (根拠
 ในการแสดงความคิดเห็นแต่ละครั้ง เราควรจะมีหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนความคิดของเรา (根拠) เพราะหากเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความคิดเห็นที่เราแสดงออกมาก็จะลอย ๆ และไม่น่าเชื่อถือ

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างจากที่ผมได้ทำแบบฝึกหัดที่ได้เรียนในคาบ App jp ling สั้น ๆ
ตัวอย่าง อาจารย์ส่งเมล์มาถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

ไม่มี 根拠  賛成です。早めに英語を勉強させるのは子供にとっていいことだと思います。
จากความเห็นข้างบน แม้จะมีการแสดงความคิดเห็นตนเองออกไปว่าเห็นด้วยและให้เหตุผลออกไปด้วยว่าการเรียนแต่เนิ่น ๆ นั้นดีต่อตัวเด็ก แต่ความคิดเห็นนี้ขาด 根拠 ทำให้ผู้รับสาร (ในที่นี้คืออาจารย์) ไม่รู้ว่าเหตุใดผู้พูดจึงคิดเช่นนั้น การแสดงความคิดเห็นนี้จึงขาดน้ำหนัก

แบบมี 根拠  賛成です。現代は徐々にグローバル化していき、それにつれ英語の重要性も次第に高まってきています。今の小さい子供たちが大きくなったら英語の必要性はさらに高くなっているはずだと思います。レネバーグによると、人間は言語習得の臨界期があり、幼児期から思春期頃までに完全に習得され、それ以降に学習をしても十分にしか習得が行われないそうです。その上、こどもの頃から、英語を習うと英語特有の「音感」が身につきやすく、よりスムーズに母語話者のように英語を話すことができるようになるので、早めに英語を勉強するのが子ともにとっていいことだと思います。
เมื่อเราลองนำอ้างอิง และเนื้อหาที่สนับสนุนความคิดเห็นของเรามาใส่เพิ่ม จะทำให้ความคิดเห็นของเรามีน้ำหนักมากขึ้น ผู้รับสารจะเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เราคิดเช่นนั้น การแสดงความคิดเห็นของเราก็จะดูชาญฉลาดขึ้น

แต่การจะใส่ 根拠 ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป จากการค้นหาเพิ่มเติมการใส่เหตุผลเรียกว่า 理由づけ อ้างอิงจากวิจัยของคุณ 横岡 洋子 โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า
1. (1) 解釈・推論の仕方によって異なる理由づけ
การจะนำข้อมูลมาอ้างอิง หรือสนับสนุนความคิดเห็นของเรา แม้จะเป็นข้อมูลเดียวกันแต่ก็อาจจะต่างกันได้ตามความเข้าใจ หรือการตีความของผู้เขียน จึงทำให้บางครั้งข้อมุลที่ตั้งใจจะยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนกลายเป็นไม่เกี่ยวโยง หรือไม่สนับสนุนความเห็นของผู้เขียน

2. (2) 明示する程度が異なる理由づけ
ความละเอียดของข้อมูลที่หยิบยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนที่แตกต่างกัน อาจทำให้ไม่กลายเป็นการอ้างเหตุผลที่ดี ยกตัวอย่างเช่น หากเราพูดเรื่องการนำเข้าถั่วเหลืองจากประเทศอเมริกา
แบบแรก :  日本の大豆の9割以上は,アメリカから輸入しているので,アメリカで 輸出制限が行われると日本で必要な 大豆の量が確保できなくなることが 予想される。よって,日本で流通している大豆が品薄になると考えたから。

แบบสอง : 日本の大豆の多くはアメリカから輸入しているから。

แม้จะเป็นการยกเหตุผลมาพูดเรื่องเดียวกัน แต่ความละเอียดแบบที่สองน้อยกว่ามาก เวลายกเหตุผลสนับสนุนจึงควรมีความละเอียดของข้อมูลที่พอเหมาะ


แสดงความคิดเห็นแบบหลายมุมมอง (多面的)
 นอกจากเราควรจะมีการสนับสนุนความเห็นของเราแล้ว ในด้านการแสดงความคิดเห็นก็ยังควรมีการแสดงความคิดเห็นในหลายแง่มุมด้วย เวลาเราแสดงความเห็นหลายคนอาจเลือกพูดเพียงความเห็นในมุมมองของตนเองเท่านั้น แต่ในการแสดงความคิดเห็นอย่างชาญฉลาดผู้พูดมักกล่าวถึงความคิดเห็นในแง่มุมอื่นด้วย เช่น เมื่อเราแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยกับเรื่องนั้น ๆ เราอาจะกล่าวถึงความเห็นที่ตรงข้าม ไม่เห็นด้วยเพื่อเปรียบเทียบมุมมองที่ต่างกัน ทำให้การแสดงความเห็นนั้นกว้างออกและน่าสนใจ 


 จากที่เรียนเรื่องพูด/เขียนอย่างไรให้ฉลาดในวิชา App Jp Ling ทำให้รู้สึกว่าผมมี 意識 เวลาพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เวลาจะพูดจะพยายามใช้คำพูดให้เหมาะสมและพยายามพูดให้มีมูล มีการสนับสนุนความคิดเห็น แต่ในปัจจุบันในด้านคำศัพท์ยังถือว่ามีคลังคำศัพท์อยู่น้อยจึงทำให้หลาย ๆ ครั้งไม่สามารถพูดสิ่งที่คิดออกมาได้ทั้งหมด ต่อจากนี้ก็จะค่อย ๆ เพิ่มคลังคำศัพท์ พร้อมทั้งพยายามฝึกแสดงความคิดเห็นเพื่อให้สามารถพูด/เขียนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

การย่อศัพท์ที่น่าสนใจในเกม FFIXV

สวัสดีครับเพื่อน ๆ สัปดาห์นี้จะมาพูดเกี่ยวกับคำศัพท์ญี่ปุ่นที่เจอในเกม Final Fantasy 14 ซึ่งก็ต้องขายของก่อนว่าเกมนี้เป็นเกมที่ดีมากกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว)

Final Fantasy 14 (ファイナルファンタジー14) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Final 14 หรือ FF 14 เป็นเกม MMORPG หรือถ้าเรียกง่าย ๆ ก็คือเกมตีมอนเก็บเวล ลงดันเจี้ยนนั่นเอง เป็นเกมของบริษัท สแควร์เอนิกซ์ (Square Enix) โดยมีจุดเด่นที่ความสนุกของระบบการเล่น และความเข้มข้นและน่าติดตามของเนื้อเรื่อง โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็น นักรบแห่งแสงผู้ได้รับความคุ้มครองจากคริสตัลออกเดินทางเพื่อปราบฝ่ายไม่ดี และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ปัจจุบันมี Expansion (เนื้อเรื่องที่ขยายต่อจากภาคหลัก)ออกมาเป็นตัวที่ 3 แล้ว


สาเหตุที่ยกเกมนี้มาเขียนในวันนี้เป็นเพราะ แรงอวย  จากประสบการณ์การเล่นกว่า 4 ปี (และเวลาในเกมกว่า 5000 ชั่วโมง) ทำให้พบว่าในเกมนี้มีการใช้ภาษาญี่ปุ่นที่แปลก จึงได้ลองสังเกตและหยิบยกคำที่พบบ่อยมาครับ

คำศัพท์

1. ありです : คำนี้ถ้าเพื่อน ๆ เห็นผ่าน ๆ ก็อาจจะนึกว่าหมายถึง มด (蟻)หรือการย่อของ あります(ありますの略)แต่จริง ๆ แล้วคำนี้แปลว่า ขอบคุณ เกิดจากการย่อคำว่า ありがとうございます ให้เหลือแค่ あり แล้วเติม です ปิดท้ายเพื่อให้มีความสุขภาพ

例 : A:蘇生ありでした (ขอบคุณที่ชุบชีวิตครับ)

2. いてら : คำนี้แม้จะมีความคล้าย ๆ กับเสียงของคำว่า วัด (おてら) แต่จริง ๆ แล้วมีความหมายว่า ไปดีมาดี เป็นคำที่ย่อมาจาก 行ってらっしゃい นั่นเอง

例 : A:トイレに行ってきます (ไปห้องน้ำนะครับ)
    B:いてら (ไปดีมาดี)

3. おかです :  คราวที่แล้วเป็นมด คราวนี้มาเป็นเนินเขา (丘)เฉย คำนี้ใช้เวลาคนที่ขอตัวไปห้องน้ำ หรือไปทำธุระนอกเกม ดังนั้น おか คำนี้จึงเป็นคำที่ย่อมาจาก おかえりなさい นั่นเอง !! ก็คือใช้ต่อจากคำที่ 2 ที่นำเสนอไปเลย เกิดจากการย่อคำว่า おかえりなさい ให้เหลือแค่ おか แล้วเติม です ต่อท้ายเพื่อให้มีความสุภาพ

例 : A : トイレに行ってきますね。少々お待ちを! (ไปห้องน้ำนะครับ กรุณารอสักครู่ !)
    B :  了解でーす。いてら  (รับทราบค้าบบ ไปดีมาดี)
              ー5分後ー (5 นาทีผ่านไป)
    A :  戻りました。(กลับมาแล้วครับ)
    B :  はーい、おかです。 (ค้าบบ ยินดีต้อนรับกลับครับ)

4. どま: หลังจากเดินเขาก็มาเป็น ห้องที่ไม่ได้ปูพื้น เป็นดิน ๆ 家の中でを張らず土足で歩く場所)แต่ไม่ใช่ครับ มันมาจากคำว่า ドンマイ หรือก็คือ Don't mind จากภาษาอังกฤษนั่นเอง แต่ย่อเหลือแค่ ド และ マ ใช้เวลาปลอบเพื่อน หรือตอบรับเวลามีคนขอโทษ แปลว่า ไม่เป็นไร 

例 : A:デバフ食らってしまってすみませんでした・・・ (ขอโทษที่โดนดีบัพครับ)
    B:どま! (ไม่เป็นไร)

แต่คำนี้มีความพิเศษอยู่ ซึ่งหากเป็นผู้เล่นใหม่อาจจะงง ๆ คือ บางทีคนญี่ปุ่นมักจะนำไปรวมกับคำอื่น โดยต้องอธิบายก่อนว่า ในเกม Final Fantasy 14 จะมีประเทศชื่อ どま อยู่ และในเกมมีระบบ Auto translate ที่จะแปลภาษาคำ ๆ นั้นให้ตรงกับภาษาตัวเกมของผู้เล่นแต่ละคน แต่บางครั้งก็ถูกใช้เพื่อให้พิมพ์เร็ว เพราะแค่พิมพ์ตัวอักษรต้นแล้วกด Tab ก็จะขึ้นคำให้เลย ไม่ต้องพิมพ์หมด ดังนั้นเวลาคนญี่ปุ่นจะพิมพ์คำนี้ บางทีก็ใช้ Auto translate แล้วออกมาเป็นคำว่า ドマ城 บ้าง ドマ式麻雀 บ้างล่ะ ก็ถือว่าตลกไปอีกแบบครับ 555

จากที่ลองสังเกต คิดว่าการที่ในเกม Final Fantasy 14 มีการย่อคำในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นเพราะเกมออนไลน์มีรูปแบบการเล่นที่เร็ว ดังนั้นในการสื่อสารจึงต้องมีความกระชับ


บล็อกสัปดาห์นี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ เป็นสัปดาห์ที่สนองนี้ดตัวเอง 5555555 แต่เผื่อเพื่อน ๆ คนไหนอยากจะมาลองเล่นก็จะได้พอรู้บ้างว่ามีการย่อคำศัพท์แบบนี้ด้วย


ก่อนจะจากลากันไปก็ขอแปะรูปตัวละครที่ไปปาตังคอมมิชชั่นมาตั้งแต่ปีใหม่แล้วพึ่งจะได้.... (ก็ประมาณ 2 เดือน)




วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

敬語

  สวัสดีครับ กลับมาสู่การอัพบล็อกช่วงสุดสัปดาห์ สัปดาห์ที่ผ่านมามีอาจารย์จากมหาลัยวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาเลคเชอร์เกี่ยวกับเรื่องการยกย่อง ถ่อมตัว และเพลงญี่ปุ่น ”なごり雪” แม้ในคาบจะมีมึนๆ งงๆ และสมาธิหลุดไปบ้าง แต่ก็ฟังๆ มาแล้วหยิบเรื่องที่น่าสนใจมาเขียนบล็อกในวันนี้

ความสุภาพในภาษาญี่ปุ่น

ความสุภาพมีวิธีการพูดหลายแบบ ถ้าทั่วไปที่เรียนแต่แรกก็จะเป็นรูป 丁寧形 กับ 普通形 ซึ่งเจอตั้งแต่เรียนภาษาญี่ปุ่นบทแรก สิ่งที่มักจะได้ยินและพบเห็นบ่อยเวลาไปเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นคือการพูดแบบยกย่อง ถ่อมตัว สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นน่าจะได้เรียน ๆ แตะ ๆมาแล้วตั้งแต่ระดับกลาง แต่วันนี้จะมาพูดสิ่งที่รู้สึกว่าได้รู้ละเอียดขึ้น!นั่นก็คือเรามีการใช้ 尊敬語 และ 謙譲語 ร่วมกับ 丁寧・普通形 ด้วย

例 : いらっしゃいます ・ いらっしゃる
             お書きになります ・ おかきになる
             お待ちします   ・ お待ちする
   
  อาจจะเคยเจอมาแล้ว แต่จากความทรงจำที่เลือนลางของผม ในหนังสือไม่ได้มีการอธิบายละเอียดว่าใช้ต่างกันอย่างไร การใช้รูปดังกล่าวก็เหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ หรือบวกเลข ที่เราค่อย ๆ จับสิ่งต่าง ๆ มาผสมกันให้กลายเป็นสิ่งที่เราพูด

敬語

จากเลคเชอร์ทำให้ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว 敬語 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ
1. ต่อคนที่กล่าวถึง (ผู้กระทำ) ได้แก่ 尊敬語 และ 謙譲語
 2. ต่อคู่สนทนา คือ 丁寧語

  กล่าวคือ เวลาเราสนทนากับผู้อื่น หากเรากล่าวถึงคนที่สูงกว่า/เคารพ เราจะใช้รูป 尊敬語 謙譲語 กล่าวถึงวีรกรรม เอ้ย  การกระทำของบุคคลนั้น และหลังจากส่วนนั้นเราจะลงท้ายด้วย 丁寧形 หรือ 普通形 ก็จะขึ้นอยู่กับว่าคู่สนทนาเราเป็นใคร หากเป็นเพื่อนก็จะใช้รูป 普通形 แต่หากเป็นอาจารย์ หรือผู้ใหญ่ก็จะใช้ 丁寧形
   จากหลักดังกล่าวเราจะเรียกแบ่งการใช้ 敬語 ได้ 4 แบบ คือ
1. 尊敬丁寧形
2. 尊敬普通形
3. 謙譲丁寧形
4. 謙譲普通形

例:  สมชาติ       : 昨日夜8時に10階に課題を提出しに行ったら、○○先生がいらっしゃったよ!そこで、先生に学習計画を見ていただいた。
          สมหมาย : がち?
   
          ส่วนที่ขีดเส้นใต้แทนที่จะใช้ いらっしゃいました / いただきました แต่กลับใช้แค่ いらっしゃった / いただいた หากคิดตามหลักที่กล่าวไปข้างต้น ก็จะต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนก่อน คือ いらっしゃる / いただく ที่เป็นส่วน 尊敬 ต่ออาจารย์ และ る/ます ที่เป็นการพูด 丁寧・普通形 ที่มีต่อผู้ฟัง ในกรณีข้างต้น เนื่องจากสมชาติคุยกับสมหมาย (เพื่อนของสมชาติแหละ) ก็เลยใช้รูป 普通形

แต่

       
  แม้ว่าจะมีหลักการใช้ตามที่กล่าวไป แต่ก็มีบางคำที่พิเศษ คือแม้จะใช้เป็นแบบ 丁寧形 ได้ แต่กลับไม่สามารถใช้เป็น 普通形
例 : ~でございます         ~でござる
    ~と申します          ~と申す
    ~(に) おります         ~おる
   
สาเหตุที่คำเล่านี้ไม่สามารถใช้ได้ (แม้จะได้ยินในอนิเมะ・・・) เป็นเพราะว่าคำเหล่านี้ใช้พูดเวลาถูกถาม จึงทำให้ผู้ทีเราแสดงความเคารพ และคู่สนทนาเป็นคนเดียวกัน ดังนั้นหากเราไม่ใช้รูป 丁寧形 จะทำให้เป็นการเสียมารยาททันที !!!!

  ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่รู้ แต่ก็รู้เยอะขึ้นในเวลาเดียวกัน ภาษาญี่ปุ่นนี่มันล้ำลึกจริง ๆ วันนี้ก็ขอลาไปก่อนแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ !



วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ใช้ でしょう ให้ถูกความหมายกันเถอะ !

       กลับมาเจอกันในบล็อกที่ 3 ของการผจญภัยครับ ! สัปดาห์นี้หลังจากวุ่น ๆ กับการบ้านมหาศาลก็ได้กลับมาโพสต์ต่อแล้ว เนื้อหาที่เรียนในคาบ App jp Ling สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจจนไปลองหาข้อมูลเพิ่มเติมใน Cinii นั่นก็คือ でしょう นั่นเอง บล๊อกครั้งนี้จะขออ้างอิงข้อมูลจากวารสารวิชาการ 推量の「でしょう」に関する一考察 : 日本語教育文法の 視点から ของ 庵 功雄(イオリ イサオ)

「でしょう」

       สิ่งที่จะยกมาพูดวันนี้ก็คือออ การใช้ でしょう นั่นเองง เพื่อน ๆ ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่น่าจะเคยเห็นไวยากรณ์ตัวนี้ผ่านตามาบ้างจากหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่น เช่น みんなの日本語 หรือ あきこと友だち หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ มาตอนช่วงที่เริ่มเรียนญี่ปุ่นแรก ๆ หรือสมัยมัธยมปลายมาบ้าง เพราะแกรมม่าตัวนี้เป็นแกรมม่าระดับ 初級 (ระดับต้น) นั่นเอง แต่แกรมม่าตัวนี้กลับไม่ค่อยได้ใช้ หรือบางทีใช้แล้วกลับทำให้ความหมายที่จะสื่อเพี้ยนจากที่ตั้งใจ แต่ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของไวยากรณ์ตัวนี้ก่อนดีกว่า
       「でしょう」(普通形 รูปธรรมดา「だろう」) ใช้ในการบอกเล่าสิ่งที่คาดคะเนโดยเป็นเรื่องที่ผู้พูดไม่แน่ใจ 



N(/)
V (普通形 รูปธรรมดา)
Adj
Adj
N


でしょう

例文: 1. 明日は晴れるでしょう

    2. A : 日本の経済はどうなるでしょうか。
        B : そうですね。まだしばらくよくならないでしょう

                3.    沖縄、北九州地方は雨でしょう

 จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น และค้นหาเพิ่มเติมจากทั้งอินเตอร์เน็ตและหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นการใช้ไวยากรณ์ ~でしょう ที่เป็นการพูดแบบตัดจบที่ でしょう เลย มักเกี่ยวกับการรายงานสภาพอากาศหรือเรื่องที่ออกไปทางวิชาการ でしょう มีความหมายมากมายและลักษณะการใช้เช่น でしょうね でしょうか แต่วันนี้จะขอเน้นที่ でしょう แบบตัดจบ  (言い切れ) 

       หลังจากที่เราพูดถึงความหมายที่เขียนอยู่ในหนังสือภาษาญี่ปุ่นระดับ 初級 แล้ว ลองมาดูประโยคต่อไปนี้กันดีกว่า 

ตัวอย่างที่ 1 :  教師:佐藤さんどこにいるか知らない? 
        学生:中央図書館にいるでしょう

ตัวอย่างที่ 2 :  今の小さい子供たちが大きくなったら英語の必要性はもっと高くなっているはずでしょう

จากตัวอย่างที่ยกไปถ้าตามความหมายจากหนังสือเรียน การใช้ でしょう เพื่อเป็นการคาดการณ์นั้นไม่ผิด แต่ประโยคข้างบนจะถือว่ามีความหมายที่ผิดเพี้ยนไป หากคนญี่ปุ่นฟังก็จะรู้สึกแปลก แต่หากเราเปลี่ยน でしょう ดังกล่าวเป็น と思う แทนความแปลกนั้นจะหายไปทันที 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

ไวยากรณ์ ~でしょう มีหลายความหมายและวิธีใช้ โดยในบล๊อกนี้จะขอกล่าวถึงการใช้ でしょう ลงท้ายประโยคแบบตัดห้วน (言い切れ) การใช้ไวยากรณ์ ~でしょう ในลักษณะนี้จะใช้ในการพูดถึงสิ่งที่คาดคะเน (推量) แต่พบว่ามีความหมายแฝงและเงื่อนไขในการใช้ 
     
สถานการณ์ที่สามารถใช้ได้
1) สถาณการณ์ที่คิดว่าผู้ฟังสามารถรับฟังข้อมูลหรือความคิดเห็นของตนเองได้ง่าย (自分の述べる意見や情報が聞き手にとっても受け入れやすいと考えられる場合)
例: K: 変にカラヤンがインターナショナル化してしまいましたからね。
   A: もう立ち直らないでしょう。 ひとりひとりは名のあるプレーヤーがいるんですが。 (朝比奈隆 「ブルックナー交響曲選集のライナーノーツ」

2) สถาณการณ์ที่แม้จะคำนึงถึงผู้ฟัง แต่ก็มีความประสงค์จะยืนยันความคิดเห็นของตนอย่างหนักแน่น (相手に対する配慮を犠牲にしてでも,強く主張するということを意図する場合) 

例: 巻子: 「お父さんでもつきあいがあるのかな」 
   網子: 「そりゃある王立よ。男は,つきあいしなくなったらおしまいよ。学校の友 達だって,まだぴんぴんしてるだろうしき」 (向田邦子 「阿修羅のごとく」
3) สถาณการณ์ที่ผู้พูดเป็นผู้เชี่ยวชาญ (発話者が 「専門家」である場合) 
例: A: 総選挙の結果はどうなるんでしょうか。 
   B:民主党が勝つでしょう

นอกจากนี้เท่าที่ผมรู้สึกได้จากตัวอย่างที่พบเจอคือส่วนมาก (หรือทั้งหมดนะ?) ผู้พูดจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่ง หรืออายุสูงกว่าผู้ฟัง 


ดังนั้นการพูดตัดจบด้วย でしょう ในความหมายของการคาดเดาจึงไม่ค่อยถูกใช้ หรือพบเห็นการใช้ในการพยากรณ์อากาศเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะใช้ไวยากรณ์ตัวนี้ก็อาจจะต้องระวังการใช้ให้ดี ๆ เพื่อไม่ให้มีความหมายที่แปลก หรือไม่สุภาพ!หลังจากค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทำให้ไขข้อข้องใจตนเอง และรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นมีความหมายที่ลึกกว่าที่คิด

สัปดาห์นี้ก็ขอลาเพื่อน ๆ ไปก่อนแต่เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าบล๊อกนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ!

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563

漢語 นั้นสำคัญไฉน

       สวัสดีครับบบ หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ถึงช่วงนี้จะอัพบล็อกเรื่องแรกแล้วว... 

เพื่อน ๆ สบายดีกันไหมครับ ช่วงนี้เจอทั้งฝุ่นทั้งไวรัสเลย นอกจากนี้ยังมีการบ้านด้วย  เพราะงั้นก็ระมัดระวังตัว ป้องกันตัวเองดี ๆ ด้วยนะครับ !

เอาล่ะ หลังจากเกริ่น ๆ แบบไร้สาระ วันนี้หลังจากที่ได้เรียนวิชา App Jp Ling ของสัปดาห์ที่แล้วมาก็ทำให้ได้หัวข้อสำหรับโพสต์ครั้งแรกกก นั่นก็คืออออ คืออออ คื・・・・・ พอ ๆ 55555 หัวข้อที่จะเขียนถึงในครั้งนี้ก็คือ 漢語 (かんご) นั่นเองครับ สาเหตุที่เลือกหัวข้อนี้เพราะหลังจากเรียนคาบที่ผ่านมา พบว่าตนเองไม่ถนัด และมีคลังคำศัพท์ 漢語 น้อยมาก ๆ ! เลยลองไปสืบค้นเพิ่มเติมและนำสิ่งที่น่าสนใจมาเขียนบล็อกในวีคนี้ครับ 


漢語 (かんご) นั้นคืออะไร??

       漢語 เป็นคำที่รับมาจากประเทศจีน โดยคำนั้น ๆ จะอ่านด้วยเสียง 音読み แต่แม้จะบอกว่ารับมาจากจีน แต่ก็พบว่ามีคำที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเหมือนกัน เช่น 火事(かじ)นั่นเอง การที่มันเป็นคำภาษาจีนก็ต้องแน่นอนว่าเขียนด้วยคันจิ ความยากของมันจึงตามมาด้วย 5555 ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าความยากนั้นเป็นข้อเสียทำให้ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น (ผม) ละเลยและไม่ได้สนใจคำเหล่านี้มากนัก เพราะส่วนมากก็มักจะมีคำภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ให้ใช้อยู่แล้ว แต่ จริง ๆ แล้วคำเหล่านี้แม้ว่าจะยาก แต่ถ้าสามารถจำและใช้ได้อย่างชำนาญก็จะทำให้การพูดของเราดูมีความรู้และมีสเน่ห์มากขึ้นด้วย 


เพิ่มคลัง 漢語 อย่างไรดีล่ะ ??

       หลาย ๆ คนอาจจะบอกแบบกำปั้นทุบดินว่า "ก็อ่าน ๆ ไป เจอก็จำสิ !" ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด และสำหรับผู้ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นก็คงถูกต้องที่สุดมั้ง (?) เพราะอ่านไปเรื่อย ยิ่งระดับความรู้ของเราสูงก็จะยิ่งพบเจอกับคำชนิดนี้มาก  แต่สำหรับคนขี้เกียจแบบผม จึงได้ลองหาวิธีหลาย ๆ อย่างดูซึ่งพบว่าก็ยังต้องอ่านอยู่ดี 5555 แต่มีอยู่ทางหนึ่งที่เราสามารถพบ 漢語 ได้และอ่าน/ฟัง ได้อย่างสนุกสนาน นั่นก็คือ เพลงญี่ปุ่นนั่นเองงง เนื่องจากเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก (ฟังทุกเวลาว่าง) เพลงไหนโดนก็เปิดหา 歌詞 ไปเรื่อย ๆ และพบว่าหลาย ๆ ครั้งก็มีคำที่หน้าตาแปลกประหลาด (漢語 นั่นเอง) อยู่ เพื่อให้เข้าใจเพลงก็ต้องหาความหมายของมัน และด้วยความที่ว่าเราอยากจะเข้าใจมันให้ได้นี่เอง ทำให้เรามักจะจำคำนั้น ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น 破片 (はへん) ในเพลง Last Stardust / 混沌 (こんとん) ในเพลง I beg you ของ Aimer ครับ (Aimer เสียงดีและเพลงดีมาก มาฟังกันเยอะ ๆ นะครับ) 
       ดังนั้นหากเพื่อน ๆ ฟังเพลงไหนแล้วสะดุดใจกับคำที่เสียงอ่านแปลก ๆ หู ก็ลองเปิดเนื้อร้องมาดูได้ครับ อาจจะทำให้ได้เรียนรู้ 漢語 ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจก็ได้ !
   


漢語 ทิ้งท้ายกันสักเล็กน้อย 

       จากที่เรียนในคาบสัปดาห์ที่แล้วทำให้ได้คำศัพท์เพิ่มขึ้นหลายคำเลย โดยจะขอหยิบยกมาเขียนไว้ในส่วนท้ายนี้ 

   規則 (きそく) แปลว่า กฎ หรือระเบียบ 
    ➔ 和語 จะเป็นคำว่า きまり 
   重量 (じゅうりょう) แปลว่า น้ำหนัก
     ➔ 和語 จะเป็นคำว่า 重さ (おもさ
   反復 (はんぷく) แปลว่า การทำซ้ำ 
    ➔ 和語 จะเป็นคำว่า 繰り返し (くりかえし)
   拮抗 (きっこう) หรือ 互角 (ごかく) แปลว่า สูสี (พละกำลัง ความสามารถพอ ๆ กัน) 
    ➔ 和語 จะเป็นคำว่า 五分五分 (ごぶごぶ)

จากการเรียนเรื่องนี้ทำให้ได้ทบทวนตัวเองว่ายังมีจุดด้อยในเรื่องนี้ และหลังทำการสืบค้นเพิ่มเติมทำให้พบว่า จริง ๆ แล้ว 漢語 ก็มีให้เห็นได้อยู่รอบตัวอยู่แล้ว ในยุคที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงก็ทำให้สามารถเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งมีวิธีการในการศึกษามากขึ้นด้วย !ในการพูดที่เป็นทางการ และในหนังสือพิมพ์ก็มักจะพบเห็นแต่ 漢語 เต็มไปหมด ดังนั้นถ้าเรามีคลังคำศัพท์ชนิดนี้เยอะ ก็จะทำให้เราสามารถอ่าน / ฟังได้ !!

สำหรับบล็อกของสัปดาห์นี้ก็ขอลากันไปแต่เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย

จริงๆ แอบไปเม้นท์จอง commission เผื่อจะมี Esta แบบเวอร์ชั่นพรีเซ้นต์ 漢語 สำหรับบล็อกวีคนี้มาครับ ไม่ได้สนใจกระเป๋าตังที่ไม่มีตัง(Getsunova สุด ๆ)ของตัวเองเล๊ยยยยย  แต่คนรับไม่ทักกลับมา .____.

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563

แนะนำตัว

       ยินดีต้องรับเข้าสู่บล็อก エスタの冒険記 หรือบันทึกการผจญภัยของเอสต้าครับ


       ก่อนอื่นเลยก็ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ(?) ก่อน ผมชื่ออาร์ทครับ เป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาญี่ปุ่น ปี 3 นอกจากเรียนก็มักจะเล่นเกมและฟังเพลงครับ อาจจะดูไม่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ แต่ส่วนมากที่เล่น / ฟังก็จะเป็นสื่อของญี่ปุ่น เลยได้สัมผัสกับภาษาญี่ปุ่นอยู่ตลอด ๆ (มั้งนะ?)

       อาจจะงงกันว่าทำไมบล็อกถึงชื่อว่าบันทึกการผจญภัยทั้ง ๆ ที่ดูจะเป็นบล็อกสำหรับให้ความรู้ หรือเวิ้นเว้อเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น สาเหตุที่เลือกชื่อนี้เพราะว่าส่วนตัวผมมองว่าชีวิตก็เหมือนการผจญภัย ในทุก ๆ วันเราจะได้พบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นบล็อกนี้ก็เหมือนเป็นการจดบันทึกสิ่งที่พบเจอ และนำมาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันครับ ส่วนเอสต้าเป็นชื่อตัวละครในเกมออนไลน์ที่เล่นอยู่ในปัจจุบัน คือ Final Fantasy XIV หรือ ファイナルファンタジーXIV นั่นเอง (นอกจากจะเล่น ก็พยายามขาย เอ้ย ชักชวนให้เพื่อนในเอกมาเล่นเกมนี้ตั้งแต่ตอนขึ้นปี 2 ใหม่ จนตอนนี้เพื่อน ๆ แทบจะพูดดักคอทุกครั้งที่คำว่า Fi・・ ออกจากปาก 55555)

       ในส่วนของเนื้อหาที่จะอัพลงบล็อก เนื่องจากบล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Applied Japanese Linguistics หรือภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นประยุกต์ ดังนั้นเนื้อหาของบล็อกจะเป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับความรู้ทางภาษาญี่ปุ่น สรุปเนื้อหาที่ได้เรียนเป็นหลักครับ แต่ก็จะมีเขียนเกี่ยวกับคำศัพท์ (เกม Final fantasy 14) ที่น่าสนใจ หรืออาจจะแปลเพลงมาลงบ้างเป็นครั้งคราว 


      จุดประสงค์ในการเขียนบล็อกนี้

  1. เพื่อทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ทางภาษาญี่ปุ่นของตนเอง
  1. เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตนเอง 
  1. เพื่อแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจให้เพื่อน ๆ ผู้อ่าน





       หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดประการใดผู้เขียนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และเนื่องจากเป็นการเขียนบล็อกครั้งแรกลักษณะการเขียนอาจจะแปลก ๆ วกไปวนมาบ้างแต่จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดครับ !

よろしくお願いします―




ปล. รูปวาด Esta ในเกม Final Fantasy XIV ครับ แปะเพื่อเพิ่มความน่ารักของโพสต์สักเล็กน้อย ( ,,`・ω・´)ンンン?

まとめ

       สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง? หลังจากพยายามเขียนมา 9 ครั้งก็เข้าสู่บทสรุปของการเขียนบล็อกวิชา App jp ling แล้ว ในบล็อกครั้งนี้อยากจะ...