วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

Localization การแปลที่มากกว่าการแปล


 สวัสดีครับ หลังจากหายไป 1 สัปดาห์ (กับอีก 1 วัน) ก็กลับมาเขียนบล๊อกของสัปดาห์นี้แล้วว ในครั้งนี้ก็จะขอเขียนเกี่ยวกับเกมที่ผมเล่นอยู่ มาเล่นกันได้นะครับ  FFXIV หรือ Final fantasy 14 นั่นเองครับ สาเหตุที่ทำให้เลือกจะพูดถึงเกมนี้ในบล๊อกนี้เพราะพอเขียนเกี่ยวกับการเล่นเรื่องไปในบล๊อกที่แล้ว ก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ? ขนาดเล่าเรื่องยังต่างกัน(ถึงจะเป็นการเล่าเรื่องของผมก็เถอะ) แล้วมันมีอะไรที่ต่างอีกมั้ยนะ แล้วความ GAT เชื่อมโยง H99 ก็ทำให้ผมคิดไปถึงการแปลขึ้นมา (?) 

 ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมนี้ตอนสมัย 4 ปีก่อนก็รู้สึกแปลกๆ เวลาคุยกับคนญี่ปุ่นในเกม เช่น เวลาพูดชื่อภารกิจ / Achievement / Fate (คล้ายๆ อีเว้นท์ที่สุ่มขึ้นมาในแมพ) จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงทำให้เป็นข้อสงสัยที่ติดมาตั้งแต่ตอนแรก ๆ ว่า "ทั้ง ๆ ที่เล่นเกมเดียวกัน เพียงแค่เล่นกันคนละภาษากลับทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจขนาดนั้นเลยหรอ ???? " พอหลังจากจบสัปดาห์ที่แล้วก็เลยลองค้นดูเกี่ยวกับชื่อ เนื้อหาทั้งในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ ดูว่ามีความต่างกันอย่างไร จนทำให้ผมได้ไปพบกับฝ่ายแปลของ Square Enix ที่เรียกว่า ”Localization Team


Koji Fox หัวหน้าทีม Localization ของเกม

ก่อนอื่นก็ต้องบอกนิยามของ Localization ก่อน 

Localization (ローカライゼーション) คือ การเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้าถึงภาษาและวัฒนธรรมของพื้นที่เป้าหมาย 

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยก็เช่น สำนวนสุภาษิต 

ภาษาไทย ➝ ไก่ได้พลอย (雄鶏に宝石) : ผู้ที่ได้สิ่งมีค่า แต่ไม่รู้ถึงประโยชน์จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตน 

ภาษาญี่ปุ่น ➝ 猫に小判 (แมวได้(เหรียญ)ทอง) : 価値の分からない人に貴重なものを与えても何の役にも立たないこと 

เมื่อแปลออกมาแล้ว ทั้ง 2 สำนวนนี้มีความหมายเหมือนกัน แต่หากเราแปลจากภาษาหนึ่งมาอีกภาษาหนึ่งตรง ๆ เลย ก็อาจจะทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจได้ ดังนั้นจึงต้องเกิดการ Localization นั่นเอง โดย  Localization ก็จะแบ่งออกไปได้หลายอย่าง เช่น เว็ปไซต์ (Website localization) ซอฟต์แวร์ (Software localization) เป็นต้น แต่วันนี้เราจะพูดถึง Final fantasy 14 ดังนั้นจึงจะเกี่ยวกับ Game Localization 

ในกรณี Game Localization นั้นถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะผู้แปลต้องปรับคำศัพท์ สำนวนให้เข้ากับภาษาประเทศนั้น ๆ โดยที่ยังคงความหมายเดิม หรือเกือบเหมือนเดิม 

มีวิดีโอพูดถึงคร่าว ๆ เกี่ยวกับการทำงานของ Game Localization ไว้ด้วย !!

เนื่องจากเกริ่นมายืดยาวคราวนี้น่าจะได้แค่ชื่อภาคของเกมนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจคือ การใช้คำที่ต่างกันเล็กน้อย โดนจะขอไล่มาจาก Expansion 2.0 ถึง 5.0 (ไม่นับ 1.0 เพราะเป็นยุคมืดของเกมนี้เลย)

*ขอบคุณชื่อแปลไทยจาก Technical difficulty (รุ่นพี่ผมเอง)
Expansion 2.0 

Eng    : A Realm Reborn (ภพกำเนิดใหม่)
JP    : 新生エオルゼア (เอออเซียที่กำเนิดใหม่)  


Expansion 3.0 

Eng  : Heavensward (เหนือฟ้าสวรรค์)
JP     : 蒼天のイシュガルド (อิชการ์ดเมืองฟ้าคราม)


Expansion 4.0 

Eng  : Stormblood (โลหิตโหมซัด)
JP     : 紅蓮の解放者 (ผู้ปลดแอกสีชาด)


Expansion 5.0 

Eng  : Shadowbringers (เหล่าผู้ฉายเงา)
JP     : 漆黒の反逆者 (ขบถอนธกาล)


จากการยกชื่อ Expansion ของเกมมาเปรียบเทียบกัน ทำให้เห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษมักจะเป็นการหยิบยกคำที่เป็นดังสัญลักษณ์ของ Expansion นั้น ๆ มา แต่ชื่อทางฝั่งญี่ปุ่นจะเป็นการพูดถึงสถาณที่สำคัญ หรือการกระทำที่ตัวเอกทำใน Expansion นั้น ๆ 

เนื่องจากเกริ่นมาค่อนข้างยาว จึงจะขอจบบล๊อกในสัปดาห์นี้ไว้เท่านี้ก่อน และจะพูดถึงเนื้อเรื่องหรือชื่อภารกิจในเกม ที่การ Localization ทำให้เกิดความแตกต่าง (เห็นชัดมากถึงขนาดเปลี่ยนนิสัยตัวละคร) อีกทีครับ !




วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความต่างของ Story telling ระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย(ผมเอง)

 สวัสดีครับ หลังจากที่เขียนเรื่องการพูดอย่างชาญฉลาดกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในคาบเรียนที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเล่าเรื่องและได้รับหัวข้อให้มาเขียน ในสัปดาห์นี้ผมเลยจะเขียนเกี่ยวกับความแตกต่างในการเล่าเรื่องระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย(ตัวเอง555) ที่ได้ทำมาครับ


ความต่างของ Story telling ระหว่างผมและคนญี่ปุ่น 

ก่อนอื่นเลย เวลาเราเห็นภาพการ์ตูนหรือเหตุการณ์อะไรสักอย่างนึง สมมุติว่าสัก 4 ช่อง แล้วพอดูเสร็จก็โดนให้เล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น การเล่าเรื่องที่ออกมาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น บางคนอาจจะสมมุติว่าเป็นเรื่องของเพื่อนจนเอง หรือบางคนอาจจะเปรียบตัวเองเป็นคนในเหตุการณ์ แม้จะแตกต่างกันในมุมมองไหนก็ตาม สิ่งที่ผู้เล่าควรคำนึงถึงคือ ความสนุกและความน่าสนใจของการเล่าเรื่อง

ในคาบเรียน App Jp Ling ที่ผ่านมา อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมบรรยายภาพ (Story telling) และเปรียบเทียบการบรรยายของเรากับการบรรยายของคนญี่ปุ่น 2 คน
ภาพเหตุการณ์เรื่อง それはひみつです。

เหตุการณ์ในภาพ คือ
ช่อง 1 : ฉันเป็นผู้หญิงที่ศัลยกรรมมา และด้วยความสวยนั้นก็ทำให้มีแฟนหนุ่มหล่อ
ช่อง 2 : เผลอ เลยทำให้แฟนหนุ่มเห็นรูปสมัยก่อนศัลยกรรม แต่ว่า...
ช่อง 3 : แฟนหนุ่มบอกว่า "อะไรกัน เรื่องแค่นั้นเองไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะว่า..."
ช่อง 4 : "ผมก็เป็นแบบนี้(หัวล้าน)" แล้วก็หยิบวิกบนหัวออก แฟนสาวก็ตกใจจนพูดไม่ออก

เมื่อผมฟังที่ตัวเองพูดและเปรียบเทียบกับคนญี่ปุ่น ทำให้เห็นความแตกต่างในการเล่าเรื่องดังนี้

ด้านข้อมูล

ผม :เล่าเรื่องตามรูปและไม่ได้เล่าเสริมข้อมูลเช่น ลักษณะนิสัย เหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาพเลย
คนญี่ปุ่น : มีการพูดเสริมเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของแฟนหนุ่ม เหตุการณ์ที่นำไปสู่รูปที่สอง เช่น

ลักษณะตัวละครในเหตุการณ์
ผม :  整形した美人がいて、その人がかっこいい彼氏ができた。
      (มีผู้หญิงศัลยกรรมอยู่คนหนึ่ง เธอมีแฟนหนุ่ม)
คนญี่ปุ่น:
1. でも、実は、 本当の顔があって、その顔はすご~いブスなの
    (จริงๆ แล้วแต่ก่อนน่ะน่าเกลียดมาก ๆ ) ← พูดเกี่ยวกับสมัยก่อนศัลยกรรมของผู้หญิงเพิ่มเติม
2. ほんとうにハンサムでやさしくて….もう、彼女にはもったいないぐらいの彼。
   (หล่อมาก ๆ แล้วก็ใจดีถึงขนาดที่ว่าน่าเสียดายที่มาคบกับเธอเลยล่ะ) ← พูดเสริมเกี่ยวกับแฟนหนุ่ม
เหตุการณ์ที่คิดขึ้นเองเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ในภาพ
ผม: ある日、その美人が油断して、彼氏に整形の前に取った写真を見られた。
        (วันหนึ่งสาวสวยคนนั้นเผลอ และถูกแฟนหนุ่มเห็นภาพที่ถ่ายก่อนศัลยกรรม)
คนญี่ปุ่น:
1. 彼が部屋に来たときに、いつもだったら隠し てあった昔のアルバムの写真を、そのまま机の上に出しちゃって、彼がそれを見ちゃったの。
   (ตอนที่แฟนหนุ่มมาห้อง เธอเผลอวางอัลบั้มที่มีรูปสมัยก่อนไว้อยู่บนโต๊ะทั้งๆ ที่ปกติจะซ่อนเอาไว้ จึงทำให้เขาเห็นมัน) ← เสริมว่าเป็นตอนที่มาห้อง (ในรูปไม่ได้ให้ไว้)

ด้านการเล่าเรื่อง

ผม :เล่าตามรูปและตัดจบทันที
実は彼も秘密がある。彼้は禿げている。
(จริงๆ แล้วเขาก็มีความลับอยู่ เขาหัวล้าน)

คนญี่ปุ่น :นอกจากมีการเสริมข้อมูลที่กล่าวไป ในช่วงช่องสุดท้ายที่เป็นการเปิดเผยความลับของแฟนหนุ่ม จะไม่ได้พูดความลับออกมา
1. それで、次、彼、何したと思う?彼、自分の髪の毛に手を持っていって、つるって、髪の毛を取ったのよ。そしたら、彼の頭も、つるつるぴかぴかだった の。で「僕もこんなだし」って彼女に見せたのよ。(หลังจากนั้น ต่อไปคิดว่าเขาทำอะไรล่ะ? เขาหยิบผมของตัวเองออก ฟื้บ หยิบผมออกมาเลยนะเทอว์ ! หัวของเขามันวาวส่องประกายวิบวับเลยล่ะ แล้วก็พูดว่าเพราะผมก็เป็นแบบนี้น่ะ)

ด้านคำศัพท์

ผม :นึกคำศัพท์ที่จะใช้ในการบรรยายไม่ออก จึงต้องใช้คำศัพท์ที่รู้ในการอธิบายแทน เช่น
วิกผม (かつら) ใช้คำว่า ผม (髪の毛) แทน

คนญี่ปุ่น :เนื่องจากเป็นเจ้าของภาษาจึงไม่มีปัญหาเรื่องคำศัพท์ นอกจากนี้ยังมีการใช้คำเลียนเสียง (オノマトペ) เช่น ピカピカ(วิบวับ) つるつる(ลื่น ๆ)

จากความแตกต่างที่เจอ ทำให้รู้สึกว่าวิธีการพูดของคนญี่ปุ่นที่มีการเสริมรายละเอียด และค่อยๆ พูดเฉลยปมในตอนจบ ทำให้การเล่าเรื่องมีความน่าสนใจขึ้นมาก ดังนั้นหากต้องการปรับปรุงการเล่าเรื่องของตนเองก็จะลองปรับตามตัวอย่างที่เจอในคาบเรียนดู และนอกจากการปรับวิธีพูดแล้ว ยังต้องเพิ่มคลังคำศัพท์เพื่อให้สามารถใช้คำที่เหมาะสมและตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อได้



วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563

มาพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูชาญฉลาดกันเถอะ!


สวัสดีครับ หลังจากออกผจญภัยหายไปเลย 2 สัปดาห์ กลับมาอัพบล๊อกแล้ว เนื่องจากติดสอบและการบ้านถาโถม แต่สัญญาว่าจะกลับมาอัพอย่างสม่ำเสมอ 555 เรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้คือ การพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูชาญฉลาด เนื่องจาก(เป็นการบ้าน) เป็นเรื่องที่เรียนในวิชา App jp ling มาเป็นเวลากว่าครึ่งเทอม ก่อนอื่นเรามาดูกันดีกว่าว่าการจะพูด-เขียนให้ดูทรงภูมิมีความรู้นั้น มีอะไรที่น่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง

การพูด-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้ดูมีความรู้นั้น หลัก ๆ คือ
1. มีความรู้ทางคำศัพท์ที่ดี เช่น ใช้ 漢語 เยอะ, ใช้ 外来語 (คำศัพท์คะตะกะนะ)
2. มีความสามารถในการเขียน/พูด เช่น ไม่เขียนหรือพูดสิ่งที่ต้องการจะสื่อตรง ๆ แต่ผู้ฟังเข้าใจสารที่ต้องการจะสื่อ(曖昧), เลือกใช้คำที่ให้เกียรติและไม่ทำร้ายความรู้สึกผู้ฟัง (クッション言葉)
3. การแสดงความคิดเห็น หรือบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ แบบมีมูล หลักฐาน (根拠) และไม่ใช่ความคิดเห็นตัวเองเพียงอย่างเดียว (多面的)

จาก 3 หลักที่กล่าวมา มีหลักหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าหลักที่ 1 และ 2 เป็นเหมือนรากฐานสำหรับหลักที่ 3 ถ้าเรามีความรู้ด้านคำศัพท์และการเลือกใช้คำได้ดี ก็จะทำให้เราสามารถทำหลักที่ 3 ได้ และจากการที่เรียนในคาบ สิ่งที่รู้สึกถึงความต่างและทำให้ตนเองพัฒนาขึ้นมากที่สุดหากสามารถทำได้ คือ การแสดงความเห็นแบบมีมูล 

การแสดงความเห็นแบบมีมูลและหลายมุมมอง

สาเหตุที่มองว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดเป็นเพราะแม้เราจะมีความรู้ทางคำศัพท์เยอะ หรือมีความสามารถในการพูดที่ดี แต่สารที่เราสื่อออกมานั้นเหมือนไม่ได้ขัดเกลา พูดออกมาเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดนั้นไม่น่าฟังและไร้แก่นสาร ดังนั้นหากเราอยากพูด/เขียนให้ดูชาญฉลาดก็ควรจะฝึกทักษะด้านนี้ให้ดี 

แสดงความคิดเห็นแบบมีมูล (根拠
 ในการแสดงความคิดเห็นแต่ละครั้ง เราควรจะมีหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนความคิดของเรา (根拠) เพราะหากเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความคิดเห็นที่เราแสดงออกมาก็จะลอย ๆ และไม่น่าเชื่อถือ

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างจากที่ผมได้ทำแบบฝึกหัดที่ได้เรียนในคาบ App jp ling สั้น ๆ
ตัวอย่าง อาจารย์ส่งเมล์มาถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

ไม่มี 根拠  賛成です。早めに英語を勉強させるのは子供にとっていいことだと思います。
จากความเห็นข้างบน แม้จะมีการแสดงความคิดเห็นตนเองออกไปว่าเห็นด้วยและให้เหตุผลออกไปด้วยว่าการเรียนแต่เนิ่น ๆ นั้นดีต่อตัวเด็ก แต่ความคิดเห็นนี้ขาด 根拠 ทำให้ผู้รับสาร (ในที่นี้คืออาจารย์) ไม่รู้ว่าเหตุใดผู้พูดจึงคิดเช่นนั้น การแสดงความคิดเห็นนี้จึงขาดน้ำหนัก

แบบมี 根拠  賛成です。現代は徐々にグローバル化していき、それにつれ英語の重要性も次第に高まってきています。今の小さい子供たちが大きくなったら英語の必要性はさらに高くなっているはずだと思います。レネバーグによると、人間は言語習得の臨界期があり、幼児期から思春期頃までに完全に習得され、それ以降に学習をしても十分にしか習得が行われないそうです。その上、こどもの頃から、英語を習うと英語特有の「音感」が身につきやすく、よりスムーズに母語話者のように英語を話すことができるようになるので、早めに英語を勉強するのが子ともにとっていいことだと思います。
เมื่อเราลองนำอ้างอิง และเนื้อหาที่สนับสนุนความคิดเห็นของเรามาใส่เพิ่ม จะทำให้ความคิดเห็นของเรามีน้ำหนักมากขึ้น ผู้รับสารจะเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เราคิดเช่นนั้น การแสดงความคิดเห็นของเราก็จะดูชาญฉลาดขึ้น

แต่การจะใส่ 根拠 ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป จากการค้นหาเพิ่มเติมการใส่เหตุผลเรียกว่า 理由づけ อ้างอิงจากวิจัยของคุณ 横岡 洋子 โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า
1. (1) 解釈・推論の仕方によって異なる理由づけ
การจะนำข้อมูลมาอ้างอิง หรือสนับสนุนความคิดเห็นของเรา แม้จะเป็นข้อมูลเดียวกันแต่ก็อาจจะต่างกันได้ตามความเข้าใจ หรือการตีความของผู้เขียน จึงทำให้บางครั้งข้อมุลที่ตั้งใจจะยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนกลายเป็นไม่เกี่ยวโยง หรือไม่สนับสนุนความเห็นของผู้เขียน

2. (2) 明示する程度が異なる理由づけ
ความละเอียดของข้อมูลที่หยิบยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนที่แตกต่างกัน อาจทำให้ไม่กลายเป็นการอ้างเหตุผลที่ดี ยกตัวอย่างเช่น หากเราพูดเรื่องการนำเข้าถั่วเหลืองจากประเทศอเมริกา
แบบแรก :  日本の大豆の9割以上は,アメリカから輸入しているので,アメリカで 輸出制限が行われると日本で必要な 大豆の量が確保できなくなることが 予想される。よって,日本で流通している大豆が品薄になると考えたから。

แบบสอง : 日本の大豆の多くはアメリカから輸入しているから。

แม้จะเป็นการยกเหตุผลมาพูดเรื่องเดียวกัน แต่ความละเอียดแบบที่สองน้อยกว่ามาก เวลายกเหตุผลสนับสนุนจึงควรมีความละเอียดของข้อมูลที่พอเหมาะ


แสดงความคิดเห็นแบบหลายมุมมอง (多面的)
 นอกจากเราควรจะมีการสนับสนุนความเห็นของเราแล้ว ในด้านการแสดงความคิดเห็นก็ยังควรมีการแสดงความคิดเห็นในหลายแง่มุมด้วย เวลาเราแสดงความเห็นหลายคนอาจเลือกพูดเพียงความเห็นในมุมมองของตนเองเท่านั้น แต่ในการแสดงความคิดเห็นอย่างชาญฉลาดผู้พูดมักกล่าวถึงความคิดเห็นในแง่มุมอื่นด้วย เช่น เมื่อเราแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยกับเรื่องนั้น ๆ เราอาจะกล่าวถึงความเห็นที่ตรงข้าม ไม่เห็นด้วยเพื่อเปรียบเทียบมุมมองที่ต่างกัน ทำให้การแสดงความเห็นนั้นกว้างออกและน่าสนใจ 


 จากที่เรียนเรื่องพูด/เขียนอย่างไรให้ฉลาดในวิชา App Jp Ling ทำให้รู้สึกว่าผมมี 意識 เวลาพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เวลาจะพูดจะพยายามใช้คำพูดให้เหมาะสมและพยายามพูดให้มีมูล มีการสนับสนุนความคิดเห็น แต่ในปัจจุบันในด้านคำศัพท์ยังถือว่ามีคลังคำศัพท์อยู่น้อยจึงทำให้หลาย ๆ ครั้งไม่สามารถพูดสิ่งที่คิดออกมาได้ทั้งหมด ต่อจากนี้ก็จะค่อย ๆ เพิ่มคลังคำศัพท์ พร้อมทั้งพยายามฝึกแสดงความคิดเห็นเพื่อให้สามารถพูด/เขียนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

まとめ

       สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง? หลังจากพยายามเขียนมา 9 ครั้งก็เข้าสู่บทสรุปของการเขียนบล็อกวิชา App jp ling แล้ว ในบล็อกครั้งนี้อยากจะ...